‘เกิดในรูปภาพ’
เธอวางแจกันดอกไม้ใบนั้นไว้ที่เดิมตลอด หวังว่าความสวยงามธรรมดาจากสิ่งนี้ๆจะทำให้ใครคนนึงยิ้มได้ เขายิ้มจริงๆแต่เธอไม่เคยเห็น เธอแอบเห็นเขาจากหน้าต่างชั้นสองแต่เขาไม่รู้ตัว เป็นอันว่าคนทั้งสองต่างก็กุมความลับของกันและกันไว้ แต่นั่นก็คงเป็นจุดสูงสุดของความรู้สึกดี ที่ต่างคนจะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกได้ เขาว่ากันว่าเลยจากนี้ไป หนทางสวยงามสุดสายตาจะกลายเป็นลู่วิ่งที่วนเวียน จินตนาการจะถูกทำร้ายโดยเรื่องจริง
ความรู้สึกที่จุกที่คอและยังไม่ออกจากปาก กับความรู้สึกที่ถูกถ่ายทอดออกมาจากปากผ่านตัวแปรของภาษา ช่างแตกต่างกัน มนุษย์เราคงไม่เก่งภาษาพอที่จะอธิบายว่าช่องโหว่และความรู้สึกที่ไปออตัวบริเวณลำคอ มันสามารถแปลออกมาเป็นภาษาคนได้อย่างไร
ถนนหนทางที่สร้างขึ้น ทั้งโลกชมว่านี่แหละอารยธรรม ระบบที่มีเพียงมนุษย์ที่สร้างได้ แล้วคนที่หลงไปตามข้างทาง หรือลุยเขตป่ารกที่ไม่ใช่ถนน นั่นหมายความว่าเขากำลังทำความผิดหรืออย่างไร
หากเขาและเธอไม่ได้เอาชนะความเขินอายอย่างที่โลกแห่งความจริงมันเป็นไป ต่างคนต่างเก็บงำก้อนความรู้สึกที่ไม่รู้ว่าชื่ออะไรไปเรื่อยๆ ไม่ได้เข้ามาทำความรู้จัก เข้ามาใกล้ชิดสนิทกัน เขาและเธอจะสามารถหยุดค้างความรู้สึกไว้ที่จุดสูงสุดได้รึเปล่า กดพอสหยุดไว้เหมือนกับดูหนัง แม้ไม่ได้ลุ้นว่าจะมีอะไรที่ดีไปกว่านี้ แต่ก็ไม่มีวันที่อะไรๆมันจะแย่ไปกว่าเดิม
ภาพเคลื่อนไหวพาคนสองคนที่ห่างกันมาจับมือกัน แล้ววันนึงมันก็เคลื่อนไหวให้พวกเขาต้องห่างกัน ถ้าเลือกได้ คงต้องเกิดในรูปภาพที่หยุดนิ่ง ห่างแม้ห่าง ก็ห่างเท่าเดิม แม้ไม่ใกล้กันขึ้น แต่ก็ไม่มีวันจางหายไป
‘แลกร่างกันดู’
มันเหมือนจะหมุนไป หลายๆอย่างกำลังเคลื่อนไหวอยู่ เขาเล่าให้คนข้างๆฟัง ว่าในวันนี้รู้สึกอะไรๆมันเงียบยิ่งกว่าเก่า เขาถามต่อไป ว่ารู้สึกอย่างนั้นบ้างรึเปล่า มีเพียงไม่กี่นาทีในแต่ละวันที่เสียงรอบข้างเบาหายไป แต่นาทีเหล่านั้นรู้สึกเหมือนยาวนานเป็นชั่วโมง ข้างในรู้สึกโล่งๆ คล้ายมีช่องโหว่
เขามองดูคนงานก่อสร้างทิ้งตัวลงนอน ใครกันนะมีความสุขกว่ากัน เขาที่มีพอมีสตางค์ หรือกรรมกรที่นอนอย่างพอใจบนเตียงที่ทำจากรถเข็นปูด้วยลังกล่องเหลือใช้ ใบหน้ากรรมกรเลอะเทอะไปด้วยฝุ่นและสีล้างออกยาก แต่ใบหน้าแม้จะไม่ยิ้มสุข แต่ก็ไม่มีร่องรอยของความทุกข์เด่นชัดให้เห็น
หากเขาสองคนแลกร่างกัน เขากลายเป็นกรรมกรที่กำลังหลับลึกอย่างมีความสุข ทันทีที่ตาปิดลง และความคิดหยุดเคลื่อนไหว ความจนกลายเป็นเรื่องไร้สาระ การนอนหลับสบายกลายเป็นเรื่องใหญ่ ในขณะที่กรรมกรอาจกลายมาเป็นคนคิดมาก อดนอน แต่มีเงินอย่างสบายๆใช้เกินพอ อันไหนจะดีกว่ากัน
เขามองหลับลึกของกรรมกรด้วยความอิจฉา คนๆนี้จะกำลังสบายใจแค่ไหนนะ เขาสงสัย สัมผัสของกล่องลังเหล่านั้นมันทำให้เขารู้สึกอย่างไร บนแผ่นกระดาษสกปรกแผ่นบาง ในหัวของเขามีความกังวลและเสียใจรวมตัวกันไว้บ้างรึเปล่า
‘ความเงียบ’
ผมคิดว่าห้องมันเงียบจริงๆ แต่เงียบไม่ถึงสามวินาที ก่อนที่ความเงียบจะถูกพังลงอย่างนุ่มนวล ด้วยค้อนขนาดใหญ่ พี่ชายผมโผล่หัวเข้ามาพร้อมทรงผมทรงใหม่ ผมรู้สึกดีขึ้นทันที อาจเป็นเพราะทรงผมเขาที่ดูน่าสนใจ อาจเป็นเพราะเขาช่วยขจัดความเงียบและว่างเปล่าให้หมดไป อาจเป็นเพราะนั่นเป็นโอกาสที่จะได้หยุดพักบทสนทนาระหว่างตัวเองกับตัวเองในหัว ที่ตอบโต้กันไปมาเป็นเวลานาน
เหมือนตัวเองทะเลาะกับตัวเอง เหมือนผมแยกร่างเป็นสองฝ่าย และถูกปล่อยลงที่สนามเทนนิสคนละฝ่าย ตัวเองหนึ่งเสิร์ฟไปยังตัวเองสอง ตัวเองสองโต้กลับมาด้วยทักษะอันเหนือชั้น ฝั่งหนึ่งหยอดเบาหวังหน้าเน็ท อีกฝรั่งกระโดดตบกลับอย่างคับแค้น ตีกลับไป โต้กลับมาอย่างดุเดือด ดูเหมือนสถานการณ์จะยืดเยื้อ เวลาเท่านั้นที่จะนำผลลัพธ์มา
ถ้าผมเปิดดิกชันนารี่ตอนนี้ ศัพท์หลายๆคำคงไม่มีความหมาย ทุกๆอย่างดูจะเปลี่ยนแปลงไป คำจำกัดความบางอย่างอาจถูกแก้ไข เราอาจจะต้องใช้คำศัพท์ใหม่ คำที่ไม่เคยเห็น และไม่เคยรู้จักมาก่อน อะไรๆก็ไม่แน่นอนเหมือนวันก่อน เหมือนพกเงินติดตัวเป็นจำนวนมาก ผมอ่อนแอ ผมรู้สึกไม่ปลอดภัย
ถ้าเลือกได้ อยากเอาอนาคตมาสลับกับปัจจุบัน คงดีถ้ามีใครสามารถบอก และรู้จริงๆว่าตอนนี้ผมต้องทำอะไร ทำอย่างไรผลที่ได้ถึงจะได้ดี
‘อะไรสักอย่างหนักๆในหัว’
ผมรู้สึกอะไรสักอย่างหนักๆในหัว ที่หน้าผากบริเวณหัวคิ้วก็รู้สึกแปลก เปลือกตารู้สึกไร้เรี่ยวแรง ดูเหมือนอวัยวะชิ้นต่างๆต่างพร้อมใจกันไม่ทำอะไร มีอาการเชื่องช้าเมื่อถูกสั่งการ มันคงไม่ใช่อาการของการอดหลับอดนอนเพียงอย่างเดียว อาจมีเรื่องอื่นด้วย ผสมรวมกัน นานมาแล้วที่รู้สึกแบบนี้ จำไม่ได้ว่าเมื่อไหร่
อยากหลับตา แล้วลืมทุกสิ่งทุกอย่างไปชั่วขณะ ลืมว่าอยู่ที่ไหน กำลังทำอะไร และกำลังรู้สึกอย่างไร ให้หมอนใบนั้นซับเรื่องราวออกไปจนแห้งสนิท เหลือไว้เพียงแต่สิ่งดีๆ ข้ามช่วงเวลาแห่งความทรมานที่คั่นกลางไป
ความทรงจำมันไม่ชอบทำงานเดี่ยว จู่ๆมันก็กลิ้งไถลลงมาจากที่สูง จับตัวรวมกันเป็นก้อนใหญ่ เพิ่มขนาดและความเร็วขึ้นทุกวินาที ผมเห็นบางคนตั้งตัวไม่ทัน ทุกมันวิ่งทับจนหายใจแทบไม่ออก
เหมือนม่านถูกปิดมืดสนิท จากเดิมที่เปิดค้างไว้ ยังพอมีสายตาคนอื่นคอยสอดส่องเข้ามาตลอดเวลา ตอนนี้ความมืดจับจองทุกพื้นที่ ที่ที่เคยมืดหลายเป็นมืดยิ่งกว่าเก่า ผมได้ยินความเงียบที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน ความเงียบที่เงียบยิ่งกว่าเก่า
แต่ละความเคลื่อนไหวในห้องคงหมดความหมาย ไร้คนคอยจ้องมองและไร้แสง
‘ข้อความอันเพ้อเจ้อ’
น้ำเปล่ามีรสชาติจืด ผมบอกกับตัวเอง ไม่มีอะไรจะคิดแล้วรึไง ผมถามตัวเอง ไม่มี ผมยอมรับกับตัวเอง โลกที่เราอาศัย อากาศที่เราหายใจ มันคือสิ่งจริง หรือสิ่งปลอม แว่นสายตาที่เราใส่ มันหักเหแสง มันทำให้ไกลเป็นใกล้ มันทำให้มัวเป็นชัด แต่มันมีบางสิ่งบางอย่างที่ทรงพลังมากกว่าเลนส์สายตา ผมยังไม่แน่ใจว่ามันคืออะไร ผมไม่ชอบมักสักเท่าไหร่ คงเพราะผมรู้ว่ามันมีอยู่จริง
หรือเพราะเราใฝ่หาความรู้นู่นนี่นั่นกันมากเกินไป การนับเลขหนึ่งถึงสิบมันจึงไม่ง่ายเหมือนเมื่อก่อน หนึ่งแล้วสอง สองแล้วตามด้วยสี่ ห้า หก ไม่ใช่ เดี๋ยวนี้ โดยเฉพาะตอนนี้ มันไม่ใช่อย่างนั้นเลย ความคิดมาก ประสบการณ์ เวลา หรืออะไรสักอย่าง จับมันสลับกัน ทำให้ไม่เรียงลำดับเหมือนอย่างเคย เมื่อไหร่กัน เมื่อไหร่ สิ่งที่เคยง่ายจะกลับมาง่ายเหมือนอย่างเคย
ทั้งหมดนี้เป็นข้อความอันเพ้อเจ้อ แต่ใครจะรู้ มันอาจเป็นการบอกเล่าอย่างจริงใจของความรู้สึก จริงใจกว่าที่ใครๆเคยเขียนมา
‘ไม่มีคำตอบ’
ทันทีที่แม่หันหลังให้ ผมหวดแข้งเข้าต้นกล้วยเต็มแรงหนึ่งที ด้วยความที่หูแม่มีตาหลัง ผมทำได้แค่เพียงขยับปากเป็นคำด่าชนิดแรงที่สุดที่ผมเคยเรียนรู้มา ผมเตรียมตัวมาทั้งวัน ซักรองเท้าตั้งแต่เมื่อวาน ตากแดดจนแห้งสะอาดน่าใส่ เตรียมสูบลมตั้งแต่เช้าตรู่ เสื้อและกางเกงตัวเก่งผมก็ลงแรงซักมือเอง ไม่ได้ขอความช่วยเหลือจากแม่แต่อย่างใด ทุกๆอย่างพร้อมเพรียง
แต่เหมือนเดินทางไกลไปซื้อก๋วยเตี๋ยวร้านโปรด แต่เพิ่งกลับมารู้ตัวที่บ้านว่าลืมหยิบตะเกียบ
ผมเดาะบอลไปสองที เท้ากำลังจะแตะนับเป็นครั้งที่สาม แล้วฝนก็เริ่มตก ฝนเทลงมาอย่างไม่มีที่มาที่ไป(หลายคนอาจจะบอกว่ามีที่มาที่ไป ว่ามาจากบนฟ้า) ฝนถล่มลงมาอย่างไร้คำอธิบาย เพียงห้าวินาทีผ่านไป เสื้อ กางเกง และรองเท้าผมก็เปียกโชก ผมรู้ตัวถึงชะตากรรมเข้าจริงๆ ก็ตอนที่ฝนมันเปียกเข้าไปถึงกางเกงใน ความรู้สึกนั้นคือจุดสูงสุดของความจริงที่โหดร้าย
ผมรู้สึกถึงความอยุติธรรม ลูกฟุตบอลกลิ้งไปมาอย่างรวดเร็วด้วยแรงดันลมและฝน ลูกบอลของผมแท้ๆ แต่ผู้เล่นกลางสนามกลับไม่ใช่ผม ความอยุติธรรมในโลก บ่อยครั้งที่มันไร้เหตุผล และเหตุการณ์ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน
เมื่อไหร่ฝนจะหยุด ผมถามตัวเอง รู้ทั้งรู้ว่ามันไม่มีคำตอบ ฝนตกติดต่อหลายวันเข้าอาจทำให้ดินเละเป็นโคลนเหลว
การเตะฟุตบอลในครั้งต่อไป อาจไม่สนุกเหมือนเช่นเคย
‘ถุงขยะมูลฝอยเล็กๆ’
มีกรวดเล็กนิดเดียวผมก็เดินไม่ได้ ฝ่าเท้าผมต้องการความมันลื่นไร้อุปสรรค มันคงเป็นปัญหาจากตัวและทัศนคติส่วนตัวของผมเอง อุปสรรคหรือสิ่งรบกวน จะเล็กแค่ไหนแทบมองไม่เห็น ก็ยังเป็นสิ่งที่รบกวนอยู่ดี จะว่าเป็นคนไม่สู้ก็ถูก จะว่าเป็นคนเรื่องมากก็ไม่ผิด ผมสามารถเดินทางไกลได้เป็นวันๆ แต่ทันใดที่มีแมลงวันตัวน้อยมาตอมวนเวียนที่หู หรือโฉบเฉี่ยวบริเวณใบหน้า ความพยายามทุกอย่าง ความมุ่งมั่นและตั้งใจจะหยุดลงทันที
สิ่งเล็กๆเหล่านั้นไม่ได้ทำงานร่วมกับความรู้สึกทางร่างกาย แต่พวกมันมีคุณสมบัติพิเศษสามารถติดต่อโดยตรงได้กับระบบความคิดที่เป็นหัวหน้าใหญ่ ทั้งสองฝ่ายจะคุยอะไรกันไม่ทราบ รู้แต่ว่าผลคือไปต่อไม่ได้ทุกที เรือใหญ่เดินเครื่องต่อไปไม่ได้ ไม่ใช่เพราะภูเขาน้ำแข็งที่ขวางกั้น แต่เป็นเพราะถุงขยะมูลฝอยเล็กๆที่ลอยขวางหน้าและขวางตา
เหมือนนักวิ่งแชมป์โลกที่กำลังเข้าโค้งสุดท้ายสู่เส้นชัย จุดหมายแห่งชัยชนะอยู่ไม่ไกลเกินสายตาเห็น แต่ทันใดนั้นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็เกิดขึ้น ใบไม้แห้งขนาดเล็กปลิวมาจากที่ไกล มันค่อยๆโรยตัวลงสู่พื้นหน้าลู่วิ่งของเขาพอดี อุปสรรคนี้ง่ายเหลือเกิน แต่เศษใบไม้นี้เป็นรั้วกำแพงกั้นขนาดใหญ่ในความคิดเขา เขาชะลอความเร็ว ยอมแพ้ แล้วหยุดเดิน
หรือทั้งหมดไม่ใช่ความรู้สึก มันเป็นเพียงแค่ความคิดที่ส่งให้เรารู้สึก